วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประเทศที่ต้องขอวีซา

ประเทศในกลุ่มสัญญา "เชงเก็น" (Visa Schengen) ได้แก่ ออสเตรีย เยอรมนี เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน
ผู้ที่ต้องการเดินทางในเส้นทางของกลุ่มประเทศ เชงเก็น ให้ยื่นคำร้องวีซ่าเชงเก็นต่อสถานทูต ของประเทศที่เป็นประเทศหลักของการเดินทาง หรือใช้ระยะเวลาอยู่ในประเทศนั้นๆ นานที่สุด แต่ถ้าไม่มีประเทศหลักของการเดินทางให้ยื่นคำร้องขอวีซ่าต่อสถานทูตของประเทศที่จะเดินทางเข้าไปเป็นประเทศแรก ทั้งนี้การยื่นขอวีซ่า สามารถยื่นคำร้องขอแบบเดินทางเข้า-ออกครั้งเดียว หรือเข้า-ออกหลายครั้งก็ได้ แต่รวมเวลาพำนักทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มสัญญาเชงเก็น ส่วนประเทศอื่นในยุโรป ก็ต้องขอวีซ่าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก่อนไปขอวีซ่าประเทศไหน โทรไปสอบถามที่สถานทูตประเทศนั้นๆ ก่อน ก็น่าจะดี จะได้ทราบว่าต้องนำเอกสารหลักฐาน หรือต้องเตรียมค่าธรรมเนียมไปเท่าไร วีซ่านี้เที่ยวได้ในกลุ่มเท่านั้น อย่างอังกฤษ ต้องขอวีซ่าใหม่ ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าเชงเก็น 39.95 ยูโร
ประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า

มีหลายประเทศที่รัฐบาลทำความตกลงเอาไว้เพื่อให้เดินทางไปมากันได้สะดวก และมีอีกหลายประเทศที่อำนวยความสะดวกให้คนไทยเป็นพิเศษ ปัจจุบัน มีอยู่ 18 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยสามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ได้แก่
1.อาร์เจนติน่า (อยู่ได้ 90 วัน)
2.บาห์เรน (อยู่ได้ 14 วัน)
3.บราซิล (อยู่ได้ 90 วัน)
4.บรูไน (อยู่ได้ 14 วัน)
5.ชิลี (อยู่ได้ 90 วัน)
6.ฮ่องกง (อยู่ได้ 30 วัน)
7.อินโดนีเซีย (อยู่ได้ 30 วัน)
8.เกาหลีใต้ (อยู่ได้ 90 วัน)
9.ลาว (อยู่ได้ 30 วัน)
10.มาเก๊า (อยู่ได้ 30 วัน)
11.มาเลเซีย (อยู่ได้ 30 วัน)
12.มัลดีฟส์ (อยู่ได้ 30 วัน)
13.เปรู (อยู่ได้ 90 วัน)
14.ฟิลิปปินส์ (อยู่ได้ 21 วัน)
15.รัสเซีย (อยู่ได้ 30 วัน)
16.สิงคโปร์ (อยู่ได้ 30 วัน)
17.แอฟริกาใต้ (อยู่ได้ 30 วัน)
18.เวียดนาม (อยู่ได้ 30 วัน)
สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ปัจจุบันรัฐบาลไทยก็มีความตกลงกับ 39 ประเทศให้สามารถเดินทางไปราชการได้โดยไม่ต้องใช้ Visa รายชื่อประเทศดูได้ใน เว็บตรงหน้าของกองตรวจตราฯ

ที่มา ผู้หญิงนะคะ
อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/18945.html

แพทย์ใหญ่เตือน แห่บำรุงอาหารเสริม กินวิตามินบินหามะเร็ง


นักวิจัย กองทุนมะเร็งโลก เผลงานวิจัยพบว่า ในบางคนหากการกินวิตามินมากเกินไป อาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เพราะทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำกล่าวเตือนว่า การกินวิตามินเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่ได้ช่วยปัดเป่าโรคภัยอันใดเลย ตรงกันข้ามอาจทำให้เฉียดเฉี่ยวกับมะเร็งหนักขึ้นด้วยซ้ำ ศาสตราจารย์มาร์ติน ไวส์แมน ที่ปรึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ของกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก บอกชี้ว่า ผู้ที่ชอบกินวิตามินและเกลือแร่เสริม แทนที่จะคอยกินอาหารให้ถูกส่วน นับว่ายิ่งเสี่ยงหนัก หนังสือพิมพ์รายวัน "เดอะ เดลี่ เอกซเปรสส์" ของอังกฤษ รายงานว่า ดร.มาร์ตินกล่าวต่อไปว่า คนหลายคนเชื่อว่า การกินอาหารเสริมต่างๆ จะช่วยให้พ้นภัยของมะเร็งได้ แต่ไม่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันเลย ไม่ใช่คิดว่าการกินพวกอาหารเสริมในรูปเม็ดต่างๆ ร่างกายจะได้คุณประโยชน์เท่ากับการกินอาหาร ที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ป้องกันมะเร็งระดับสูง ซึ่งที่จริงแล้ว การกินสารอาหารรองเหล่านี้ในปริมาณสูง เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้และเป็นภัยต่อสุขภาพด้วย โดยเฉพาะวิตามิน เอกับอี อาจทำให้เจ็บป่วยลงได้จริงเขาวิจารณ์การกินวิตามินในปริมาณมากเกินไปว่า คนบางคนอาจจะเท่ากับทำร้ายตนเอง เคยมีการศึกษาแสดงผลว่า การกินอาหารเสริมในปริมาณสูง อาจจะยิ่งทำให้เสี่ยงกับมะเร็งบางอย่างมากขึ้น โดยมีหลักฐานที่เชื่อมั่นได้ว่า คอยาที่กินอาหารเสริมที่มีเบตา-แคโรทีนมากเกินไป จะยิ่งเสี่ยงกับมะเร็งปอดหนัก.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ้างอิง http://variety.teenee.com/science/18968.html

10 เคล็ดลับพิชิตสูตรคำนวณ




ไปดูกันเลยจ้า.....

1. ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดทีวี เพลง หรือสิ่งเร้าที่เราคิดว่า เราอ่านหนังสือนานไม่ได้แน่ๆ ไม่มีสมาธิแน่ๆ ให้ปิดไปเลย หรือนำมันไปไกลๆเลย

2. ห้ามนั่งอ่านหนังสือ หรือนอนอ่านหนังสือบนเตียงเด็ดขาดดดด!! เพราะรับรองได้เลยว่า คุณอ่านไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง หนังตาของเราอาจจะเริ่มปิดก็เป็นได้

3. เตรียมหนังสือพวกที่เป็นตะลุยโจทย์ ,หนังสือเรียน ,หนังสือคู่มือที่มีเนื้อหาบทเรียน ,หนังสือสรุปสูตรในแต่ละบท

4. ขอสมุดคู่ใจ ที่เราคิดว่าชอบเล่มนี้ อยากเขียนลงไป อยากพกติดตัว จะมีเส้นหรือไม่มีเส้นก็ได้ตามความถนัดของแต่ละคนเลย

5. เตรียมปากกาสี,ปากกาเน้น ไว้ข้างๆ กายเลย เพื่อช่วยในการจดจำ น่าอ่านอีกด้วย

6. เมื่อเตรียมอุปกรณ์ ครบพร้อมหมดแล้ว ขอให้คุณหลับตานั่งนิ่งๆ สัก 3-5 นาที หรือจะเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ หรือเพลงโมสาร์ท หลับตานั่งฟังสัก 1 เพลงจบก็ได้

7. เปิดหนังสือเรียน หรือหนังสือคู่มือ ที่มีเนื้อหาของบทเรียนที่เราจะอ่าน แล้วเริ่มจดสูตร หรือข้อความสรุป ข้อความสำคัญเขียนแบบสั้นๆ และสรุปอย่างได้ใจความ ลงไปในสมุดเล่มโปรด แล้วสามารถนำปากกาสีมาเขียนมิกส์กันให้น่าอ่านได้ด้วย ข้อความไหนสำคัญก็ให้ใช้ปากกาเน้นไว้เลยย
สำหรับบางคนที่ไม่ชอบอ่านแล้วต้องมานั่งสรุปในสมุด ก็สามารถใช้ปากกาสีขีดใต้ข้อความสำคัญ หรือใช้ปากกาเน้นข้อความลงไปในหนังสือคู่มือหรือหนังสือเรียนเลยก็ได้

8.เมื่อได้เนื้อหาสาระสำคัญๆ รวมถึงสูตรต่างๆแล้ว ก็ขอให้ลองนั่งท่องจำสักพักนึง จนคิดว่าน่าจะจำได้แล้ว และลองปิดหนังสือ ปิดสมุด เขียนสูตรที่เราจำได้,ข้อความหรือทฤษฎีที่เราท่องไว้นั้น มาเขียนในเศษกระดาษดูหลังจากนั้นตรวจทานและเช็คดูในหนังสือว่า ตรงกันกับที่เราเขียนไหม สูตรครบหรือเปล่า ทฤษฎีแม่นจริงไหม

9. เมื่อเราจำสูตร ทฤษฎี ข้อความที่เราสรุปได้แล้ว ก็นำหนังสือตะลุยโจทย์มานั่งทำโจทย์ไปเลย หากลืมสูตรก็เปิดดูสูตรนั้นอีกครั้ง และทำโจทย์ที่ใช้สูตรนั้นหลายๆ ข้อ มันจะทำให้เราสามารถจำสูตรได้เองอัตโนมัติ บางทีโจทย์แต่ละข้อนั้น ก็จะมีการพลิกแพลงสูตรด้วย เพราะฉะนั้นต้องฝึกทำโจทย์หลายๆ แนว หลายๆ ข้อ ย้ำ!! สูตรและทฤษฎีต้องจำและแม่นจริงๆด้วยนะ

10. เมื่อตะลุยฝึกโจทย์ไปแล้วจนเราเริ่มจำสูตรได้จริงๆ เริ่มรู้แนวโจทย์ของแต่ละบทแต่ละสูตรแล้วขอให้คุณลองเขียนทฤษฎี สูตรทั้งหมด ข้อความที่สำคัญๆ ลงในกระดาษว่างๆ 1 แผ่น เขียนเท่าที่จำได้"แล้วลองคิดสิว่า ที่เราจำได้เท่านี้ จะดีพอไปสู่การสอบได้แล้วหรือยัง"
หากยัง ขอให้อ่านหนังสือ และตะลุยโจทย์เป็นเรื่องๆ ต่อไป เพราะยังไงถึงแม้เราทำแล้วผลออกมาเราอาจจะสอบตก แต่เราอย่าได้เสียใจ เพราะอย่างน้อยเราได้เต็มที่กับสิ่งที่เราทำไปแล้ว และอย่าท้อแท้ สิ้นหวังได้ง่ายๆ เพราะยังไงคนที่จะประสบความสำเร็จได้ คงไม่พ้นความพยายาม

อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/20993.html

ผมสวยด้วยสมุนไพร

สมุนไพรนอกจากใช้รับประทาน ยังนำมาใช้ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี สมุนไพรใกล้ตัว ปลูกริมรั้วที่บ้าน ที่สำคัญสมุนไพรพวกนี้ไม่เสี่ยงต่ออาการแพ้ เพราะธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีสารเคมีมาเจือปนให้รำคาญใจ แต่ก่อนอื่นต้องวิเคราะห์ว่า เรามีปัญหาอะไร? นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรอีกมากที่เป็นประโยชน์กับเส้นผมและหนังศีรษะ ต่อไปก่อนซื้อแชมพู อ่านส่วนผสมก่อนว่ามีที่เราต้องการหรือยัง ?

ผมร่วง : ใครที่ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ สระทีผมหลุดออกมาเป็นกระจุก ปล่อยไว้เสี่ยงหัวล้านแน่ รีบหาน้ำมันมะกอกมาทาผมให้ทั่วแล้วนวดศีรษะทำสักพักค่อยล้างออกด้วยสบู่ หรือแชมพู ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 1 เดือนผมจะค่อย ๆ หยุดร่วง

รังแค : เมืองไทยคงไม่มีวันมีหิมะตกแน่ ๆ เพราะฉะนั้นใครมีรังแค ไหนจะเสียบุคลิก ไหนจะคันแย่ แนะนำผลมะคำดีควายทุบพอแหลก ต้มในน้ำให้เดือด นำน้ำที่ได้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค แถมแก้โรคชันตุได้อีกด้วย ส่วนใครที่มีอาการคัน ให้นำว่านหางจระเข้ปลอกเปลือก เอาแต่ส่วนที่เป็นวุ้นมาบดประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ เวลาสระผมให้ขยี้วุ้นว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วผมทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ล้างออกให้สะอาด ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดอาการคันได้ชะงัด

เหา : สูตรเดิมที่เคยรู้ใบน้อยหน่ายังใช้ได้อยู่ เด็ดมาสัก 8 ใบ โขลกให้ละเอียดผสมน้ำ ทาผมให้ทั่ว เอาผ้าคลุมทิ้งไว้สักครึ่งชม.ค่อยล้างออก สระผมตามอีกครั้ง แต่ระวัง! น้ำน้อยหน่าเข้าตา ขอเตือนว่าแสบมาก ใครไม่มีใบน้อยหน่าแนะนำให้ใช้ใบสะเดาแก่ ๆ แทนได้ วิธีการเหมือนกันเป๊ะ

ผมมัน : เลือกสารสกัดจากธรรมชาติ พวก แตงกวา กระเพรา เบอร์กามอท และจูนิเปอร์ ช่วยลดความมันเยิ้มของหนังศีรษะ เส้นผมหลีบแบนได้

ผมแห้ง : เลือกสารสกัดจากดอกกล้วยไม้ กระเพรา โสม ขิง ช่วยให้ผมแห้งเสียกลับมามีน้ำหนัก สปริงตัวสวยอีกครั้ง

ผมแตกปลาย : เกิดจากใช้แชมพูที่มีกรดหรือด่างมากเกินไป เลือกสารสกัดจากตะไคร้ น้ำมันมะกอก ลูกมะกรูด ลดอาการแตกปลายได้

ผมธรรมดา : นับว่าเป็นคนโชคดีสุด ๆ แต่ต้องไม่ลืมบำรุงสม่ำเสมอ ไม่งั้นสภาพผมอาจแย่ได้ เลือกที่มีสารสกัดดอกฮอลลี่ฮ็อก กระเพรา อัญชัน มะกรูด ช่วยให้ผมดกดำ เงางามยิ่งขึ้น

ขอบคุณเนื้อหาจาก สุดสัปห์ดา

ประโยคเหล่านี้ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูดนะ

อันว่าคนเราเมื่อรู้จักกัน เป็นเพื่อนแล้ว นอกจากใจที่จะต้องให้กันแล้วนั้น เรื่องการปฏิบัติต่อกันก็ต้องใส่ใจให้มาก ๆ นะคะ อย่างที่เห็นได้ชักเลยคือเรื่องการพูด บางคนเลิกคบกันไปเพราะว่าพูไม่เข้าหูกันนี่แหล่ะคุณอาจจะคิดว่าที่คุณพูดนั้นเป็นความจริง และคุณก็เป็นคนตรง ๆ อยู่แล้วเพื่อนน่าจะรู้กัน แต่คนเราคิดไม่เหมือนกันหรอกนะคะ บางครั้งการที่คุณพูดตรงเกินไปอาจจะไปทำร้ายจิตใตของอีกฝ่ายได้ มาดูกันดีกว่าว่าประโยคแบบไหนที่ควรเลี่ยง

"เรื่องแค่นี้เธอไม่รู้หรอ" ประโยคนี้ลำพังแค่พูดธรรมดาคนฟังก็รู้สึกไม่ดีแล้ว ถ้ายิ่งมีเสียงหัวเราะตามมาด้วย (อิอิอิ) อาจจะหมางใจกันไปเลยได้นะคะ เพราะว่าประโยคนี้คนพูดอาจจะแค่พูดเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง แต่คนฟังเค้าอาจจะรู้สึกว่า เหมือนเค้าเป็นคนโง่มาก ถ้ามีเสียงหัวเราะด้วยเค้าจะยิ่งคิดว่าเค้าโง่ที่สุดในโลกเลยใช่มั้ยเนี่ยที่ไม่รู้ ลองเปลี่ยนใหม่เป็นเมื่อก่อนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือ ฉันเองก็เพิ่งมารู้ว่า ...... แบบนี้จะดีกว่านะคะ ไม่ดูเป็นการอวดภูมิเกินไปด้วย


"ความคิดของเธอไม่เห็นจะเข้าท่าเลย" ประโยคแบบนี้ออกแนวเผด็จการไปหน่อยนะคะ แถมยิ่งจะทำให้คนฟังคิดได้ว่า เรานี่มันไม่เคยถูกเลยใช่มั้ย ลองเปลี่ยนใหม่เป็น ฉันคิดว่า ..... หรือไม่ก็อาจจะเป็น อืม ...เราคิดแบบ ...... น๊ะ ซึ่งมันจะนุ่มนวลกว่าประโยคแรกเยอะหน่อย"อย่ามายุ่งกับฉัน" ประโยคนี้เราอาจจะได้ยินก็ต่อเมื่อผู้พูดอยู่ในอารมณ์ไม่ดี อาจจะด้วยอกหัก โดนดุหรืออะไรก็ว่ากันไป เมื่อมีคนมาปลอบใจเลยอาจจะเผลอพูดออกมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ฟังก็จะต้องรู้สึกแบบ อะไรเนี่ย อุตสาห์จะเข้าไปปลอบ ทำไมต้องพูดแรงจัง เราเข้าใจนะว่าในอารมณ์นั้นเราอาจจะเผลอพูดออกไปได้ แต่จะดีกว่ามั้ยถ้าคุณลองระงับอารมณ์ แล้วฝึกพูดว่า ขออยู่คนเดียวสักพักนะ หรือไม่ก็ ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีมาก ๆ อีกแป๊บนึงค่อยคุยกันนะ ถ้าคุณพูดแบบนี้รับรองว่าเพื่อน ๆ ต้องเข้าใจอารมณ์ในตอนนั้นของคุณว่าคงต้องการเวลาให้ตัวเองก่อนสักพักแน่ ๆ ค่ะ


"ไม่ใช่โกงการอะไรของเธอ" / "ไม่ใช่เรื่องอะไรของเธอนี่" สองประโยคนี้ถ้าใครได้ยินเข้าคงไม่ปลื้มแน่ ๆ (เราคนหนึ่งล่ะ) บางครั้งเราอยากจะช่วยเหลือเพื่อนด้วยใจจริง ๆ แต่มาเจอคำพูดแบบนี้ก็อาจจะสะอึกเอาได้ง่าย ๆ ก่อนที่คุณจะพูดสองประโยคนี้ ให้คิดดี ๆ ก่อนนะคะ เพราะว่าเป็นประโยคที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย ลองเปลี่ยนใหม่เป็นว่า ขอลองจัดการเองก่อนนะ เดี๋ยวไม่ไหวจะขอใช้บริการแน่นอน หรือไม่ก็ เดียวขอเคลียร์เองก่อนนะ ถ้าไม่ได้เรื่องคงต้องให้ช่วยเธอช่วยอีกแรงนะ อย่างนี้น่าจะดีกว่านะคะ

การคบกับผู้อื่นนั้นควรคิดอยู่เสมอว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเราไม่อยากให้เขาทำตัวแย่ ๆ กับเรา เราก็ต้องไม่ทำตัวแย่ ๆ ใส่เขานะคะ แล้วจะได้คบกันได้นาน ๆ ค่ะ

อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/21081.html